สัปดาห์นี้ได้อ่านบทความสองเรื่องซึ่งไม่เกี่ยวกันแต่รู้สึกว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน เลยอยากเอามาแชร์หน่อย

เรื่องแรก เป็นบทความพิเศษจาก nikkei business(หนังสือเกี่ยวกับด้านธุรกิจรายสัปดาห์ของญี่ปุ่น) บอกว่าบริษัทตอนนี้เริ่มจ้างงานนักศึกาษาต่างชาติที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะตลาดญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัวแล้ว จำเป็นต้องขยายไปต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดเอเชียซึ่งกำลังโต(เช่น จีน เวียดนาม ไทย) ผลประโยชน์จีงตกกับนักศึกษาชาวต่างชาติที่มีความสามารถ คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ส่วนมากเองยังขาดความสามารถที่จะทำงานร่วมกับคนต่างชาติให้ประสบความสำเร็จได้ในต่างประเทศ นอกจากนี้นักศึกษาจบใหม่ต่างชาติ ยังเก่ง(ด้านวิชาการ รวมไปถึงประสบการณ์ การกล้าแสดงออก) มากกว่าคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ด้วย แถมยังได้ภาษามากกว่าคนญี่ปุ่น(อย่างน้อยก็ภาษาบ้านเกิด และภาษาญี่ปุ่น) family martชื่อดังอย่าง lawsonเอง ว่าจ้างเด็กจบใหม่ชาวต่างชาติมากถึงเกือบครึ่งของการจ้างงานเด็กจบใหม่ในปีหลังๆ นอกนั้นบริษัทอื่นก็ยังเตรียมจัดตั้งระบบที่พร้อมให้คนต่างชาติเติบโตเป็นผู้บริหารได้โดยไม่มีกีดกันเชื้อชาติอีกต่อไป

อ่านจบแล้วก็ให้สงสัยว่าแล้วเด็กจบใหม่ญี่ปุ่นจะทำงานอะไรดีล่ะในเมื่อบริษัทญี่ปุ่นก็หิวนักศึกษาต่างชาติกันขนาดนี้

ตอนนี้สถิติการตกงานของนักศึกษาจบใหม่ที่ญี่ปุ่นยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจที่ฟืดเคือง นักศึกษาที่จบใหม่ไม่สามารถหางานประจำทำได้ ต้องเป็นพนักงานชั่วคราวตามร้านอาหาร หรือเป็นพนักงานว่าจ้างตามระยะเวลา ซึ่งเงินเดือนและสวัสดิการน้อยกว่าพนักงานประจำมาก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น และมีคำศัพท์ที่ว่า working poor (แปลเป็นไทยตามความเข้าใจของเราว่า ทำงานแทบตายแต่ทำไมยังจนวะ) เกิดขึ้นบริษัทญี่ปุ่นก็ต้องพยายามลดต้นทุน โดยย้ายฐานการผลิด หรือ งานที่ไม่ต้องใช้สมองไปยังประเทศที่ค่าแรงถูก

ตรงนี้ทำให้เกิดธุรกิจนึง ซึ่งเป็นบทความที่สองที่อ่านจากหนังสือพิมพ์asahi online อ่านแล้วก็ทึ่งว่าคนเริ่มคิดจับตลาดได้ดีมากนั่นคิอ call center ที่ต่างประเทศ ที่ไทยเองก็ตอนนี้มีพอสมควรที่เดียว ธุรกิจนี้คือจ้างคนญี่ปุ่นให้มาทำงานที่ไทย เป็นoperatorให้กับบริษัทญี่ปุ่นในญี่ปุ่น(เช่น รับสั่งของทางทีวี ตอบคำถามทางโทรศัพท์)  เงินเดือนและสวัสดิการต่างๆคิดตามค่าครองชีพไทย จึงสามารถจ้างบุคคลากรได้ในต้นทุนถูกกว่าที่ญี่ปุ่นประมาณ 5 เท่าเลยทีเดียว(คิดเป็นเงินไทยเราว่าแพงอยู่สำหรับอาชีพนี้ อยู่ที่เดือนละสามหมื่นบาท แต่ถ้าคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นต้องดั้นด้นมาทำก็สมน้ำสมเนื้อ) ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนญี่ปุ่นมาทำงานกันพอสมควร เพราะใครๆก็ทำได้(ใช้แต่ภาษาญี่ปุ่น) นอกนั้นถึงค่าจ้างจะถูกกว่าญี่ปุ่น แต่ถ้าเทียบค่าใช้จ่ายแล้ว เก็บเงินได้มากกว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นซะอีก แถมยังได้มีโอกาสได้ใช้ภาษาอื่นนอกจากญี่ปุ่นเพิ่มเติมเป็นการเพิ่มทักษะภาษาอีกด้วย โดยเฉพาะเมืองไทย ค่าครองชีพถูก อาหารถูกปากคนญี่ปุ่น อากาศไม่หนาว เลยเป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นมาก (นักเรียนภาษาไทยของเรา ไปทำงานที่ไทย3-4คนแล้ว) นอกจาก operatorแล้วก็มีงานอื่นๆอีก เช่น บ.ทัวร์ วิศวกรบ.ญี่ปุ่น แต่operator เป็นงานที่ง่ายที่สุดเพราะไม่ต้องมีทักษะ หรือประสบการณ์มาก่อน ทำให้คนตกงานที่ญี่ปุ่นไหลไปทำงานต่างชาติกัน(นึกถึงธุรกิจ call center ในอินเดียที่อเมริกา outsourceออกมาเพราะค่าจ้างถูกกว่า แต่คราวนี้เป็นเวอร์ชั่นเอเชีย แถมเป็นเจ้าของภาษาออกมาทำเอง)

ในเมื่อตอนนี้แกนโลกเอียงมาที่เอเชีย(โดยเฉพาะตลาดจีน) และราคาการสื่อสาร การเดินทางอากาศถูกลงมาก(หรือฟรี) อย่างตอนนี้ ธุรกิจแปลกๆใหม่ๆอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ คนที่จับกระแสถูกก็จะได้เป็นเจ้าของบริษัท เศรษฐีเกิดใหม่กันก็ต้อนนี้แหล่ะ (อยากเป็นมั่ง ใครมีไอเดียดีๆอะไรบ้างมั๊ย บอกเราด้วย)

ในที่สุดก็ตัดสินใจเป็นสมาชิกยิมแล้ววววว

ช่วงนี้ทำโอทีเลิกดึกบ่อยเลยเลือกสมาชิกแบบไนท์20:30-23:00 วันธรรมดา

ราคา6,700 yen เท่านั้น ลดลงไปครึ่งนึงเลย

ตอนสมัครก็กลัวว่าเวลานี้คนจะเยอะ แต่วันนี้พอลองไปดูปรากฎว่าคนปานกลาง

เครื่องเล่นก็มีค่อนข้างเยอะ แถมยังมีคลาสแอโรบิค หรือโยคะให้เล่นฟรีด้วย

หรือจะเลือกลงสระว่ายน้ำแทนก็ได้

 

วันแรกคุณเทรนเนอร์ก็ถามว่าจุดประสงค์ที่เข้ายิมคืออะไร

สำหรับเราอยากลดไขมันมากๆ คุณเทรนเนอร์แกก็เลยแนะนำคอร์สเผาผลาญพลังงานให้

เราก็ทั้งถีบจักรยาน เล่นเวทน่อง บลาๆๆๆ ชั่วโมงครึ่ง

เสร็จแล้วเข้าซาวนา โอ้ เบาสบายตัว

 

สัปดาห์นึงตั้งเป้าว่าอยากจะเข้ายิมให้ได้สามครั้ง ก่อนสิ้นปีนี้จะต้องเอาไขมันออกไปให้ได้

และจะต้องแข็งแรงขึ้นๆๆๆๆๆๆ

 

สู้ว้อยยยยยย