กลับมาแล้วจ้า~~~

หายไปอีกประมาณเกือบปี(จริงๆแล้วบล็อคนี้ถือคติอัพปีละครั้ง เหอๆ(^_^;)) หลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นอีกมากมายอีกแล้ว ชีวิตคนเรานี่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆ

เนื่องจากเราอยากให้ภาษาญี่ปุ่นเราพัฒนาอยู่ในระดับเจ้าของภาษาและหลังจากจบแล้วเราอยากทำงานที่เกี่ยวกับที่เราเรียนมาให้มากที่สุด เราจึงตัดสินใจหางานที่นี่

หลังจากฝ่าฟันด่านอรหันต์การหางานกับคนญี่ปุ่น ในที่สุดก็มีบริษัทตอบรับเรามาทั้งหมด 4 ที่

1.Accenture Technology Solution เป็นSystem Engineer

2.NTT Advance Technology เป็น นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

3.Softbank BB เป็น Network Engineer

4.NTT Communications เป็น ไม่ IT-Consultant ก็ Network Engineer

ซึงเราจะเริ่มทำงานปีหน้าค่ะ ตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่ และหลังจากกลับเมืองไทยงานลักษณะไหนจะเป็นที่ต้องการมากกว่า เราก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกบริษัทไหนดี ถ้ามีความคิดเห็นอะไรก็ช่วยแนะนำด้วยนะคะ

มาเข้าเรื่องดีกว่า อย่างที่จั่วหัวไว้ว่าคน(เด็ก)ญี่ปุ่นกับการหางานนั้น ค่อนข้างทำกันอย่างเป็นจริงเป็นจังมากที่เดียว ขอออกตัวไว้ก่อนว่าตอนเราเรียนจบตรีที่ไทย เราตั้งใจมาเรียนต่อที่นี่ทันที(ส่งรายงานเสร็จสองวันถัดมาก็บินมาเลย) ก็เลยไม่ได้หางานที่เมืองไทยเลยแต่อ้างอิงจากที่เคยไปเดินงานหางานกับเพื่อนๆ หรือฟังจากเพื่อนมาอีกที และก็เป็นเรื่องเมื่อสามปีที่แล้ว ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขออภัยด้วยนะคะ

การหางานในญี่ปุ่นทำล่วงหน้ากันเกือบปีทีเดียว ก็คือ ถ้าเราจะจบการศึกษาในปี2007 เดือนมีนาคม บริษัทจะเริ่มเปิดให้สมัครงานตั้งแต่ ปี2006 เดือนมีนาคม แต่ว่าก่อนหน้านั้น(เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนธันวาของปี2005)หลายบริษัทก็จะมีจัดสัมนาเช่นอธิบายลักษณะงานในบริษัท แต่ไม่ได้มาในลักษณะพูดอย่างเดียวนะคะ ก็จะจัดให้มีเกมที่เล่นแล้วเข้าใจงานในบริษัทนั้นๆ หรือจัดให้พนักงานได้พูดคุยกับนักศึกษา อย่างเราเคยไปงานสัมนาของNTT Docomo ครั้ง ครั้งแรก จัดให้นักเรียนนั่งกลุ่มล่ะหกคน แล้วคุยกับแบบGroup discussion ว่าอยากให้มือถือพัฒนาไปทางไหน อยากให้มีอะไรบ้าง แล้วออกมารายงานบนเวที หลังจากนั้นก็จะอธิบายว่าตอนนี้Docomo มีแนวโน้มจะพัฒนามือถือแบบไหนบ้าง ครั้งที่สองจะเป็นการจัดให้นักเรียนได้พูดคุยกับรุ่นพี่พนักงานในบริษัททุกแผนก อย่างแผนกมาร์เก็ตติงค์ แผนกR&D และก็พูดคุยกับแผนกHRเกี่ยวกับการจ้างงาน การพัฒนาบุคคลากร เงินเดือนสวัสดิการของบริษัท เป็นต้น ซึ่งสัมนาของบริษัทอื่นๆก็ไม่ต่างจากนี้มาก

จากการที่ได้ไปงานสัมนาหลายๆงานทำให้เราได้รู้ข้อดีข้อเสียของบริษัทต่างๆ รู้ลักษณะการทำงานจริงๆของบริษัทนั้นๆ รู้เกี่ยวกับเงินเดือนและสวัสดิการ ซึ่งเราสามารถนำมาประมวณได้ว่างานลักษณะไหนที่เราอยากทำจริงๆ เงินเดือนสวัสดิการเราพอใจหรือเปล่า ทำให้บริษัทเองก็ได้คนที่ชอบทำงานลักษณะนั้นจริงๆ ตัวคนทำงานเองก็มีความสุขกับการทำงานเหมือนกัน

ในการที่จะเข้าฟังสัมนาได้นั้น ก็จะต้องมีการจองลงทะเบียนซึ่งก็มีหลายweb site ที่จัดให้นักศึกษาได้ลงทะเบียน(เรียกว่าpre-entry)กับบริษัทที่เราสนใจอยากจะทำงาน เช่น http://www.rikunabi2007.comพอเราลงทะเบียนรายละเอียดเกี่ยวกับเรา และเลือกบริษัทที่เราสนใจแล้ว ทางweb siteนี้ก็จะส่งข้อมูลรายละเอียดเช่น จองสัมนา หรือเปิดให้ส่งใบสมัครแล้ว มาให้เราผ่านทางe-mail หลังจากหมดช่วงการฟังสัมนาแล้ว ก็จะเริ่มช่วงของจริง(ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์) นั่นก็คือช่วงการส่งentry sheet

หลายปีก่อนหน้านี้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกับบริษัทเมืองไทยก็คือ จะพิจารณานักศึกษาจากสถาบันกับเกรดที่จบก่อน ซึ่งช่วงหลังๆมานี่ ทางบริษัทก็ได้ตระหนักว่ามีนักศึกษาหลายคนที่จบจากสถาบันมีชื่อ เกรดดีแต่ทำงานไม่เป็น ไม่มีความสามารถในด้านการสื่อสารกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน คือตอนเรียนเรียนเป็นอย่างเดียว ทำให้ช่วงหลังๆ หลายๆบริษัท เริ่มไม่พิจารณาจากจุดนี้ (แต่หลายบริษัทก็ยังดูตรงนี้อยู่ด้วย)แล้วถ้าอย่างนั้นบริษัทพิจารณานักเรียนจากอะไรล่ะ นั่นก็คือด่านมหาโหดของการสมัครงานนั่นเอง ซึ่งจะประกอบด้วย

1.การส่ง entry sheet และ profile(ถ้าเป็นบริษัทไม่ใหญ่มากอาจให้ส่งแค่ resume ไม่ต้องเขียน entry sheet)

2.การสอบข้อเขียนและแบบทดสอบลักษณะนิสัย

3.Group Discussion

4.สอบสัมภาษณ์ประมาณ2-4ครั้งแล้วแต่บริษัท ถ้าเป็นบริษัทคอนซัลต์จะมีสอบCase study ด้วย

เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างยาว ในครั้งนี้เราจะขออธิบายข้อแรกกับข้อสองอย่างเดียวก่อน

entry sheet คล้ายกับResume แต่ค่อนข้างจะละเอียดกว่า และต้องใช้ความพยายามมากกว่า นั่นก็คือจะเป็นการเขียนเรียงความเกี่ยวกับตัวเราเอง(ประมาณ400-1000ตัวอักษร) ประมาณ4-5หัวข้อซึ่งจะแตกต่างกันไปแต่ละบริษัท แต่ส่วนมากมักจะเป็น ช่วงที่เป็นนักเรียนเราได้พยายามทำเรื่องอะไรมากที่สุดและผลที่ได้รับจากการทำ ทำไมถึงอยากเข้าบริษัทนี้และเราวางแผนอนาคตตัวเองในอีกห้าปี(หรือสามปี)ว่าจะเป็นอะไร คิดว่าทำไมตัวเองถึงเหมาะกับงานที่สมัครและความสามารถตัวเองสามารถทำประโยชน์อะไรให้บริษัทได้บ้าง PRตัวเองบอกจุดดีจุดด้อย ทำนองนี้ ซึ่งถ้าเราผ่านไปถึงด่านสอบสัมภาษณ์ได้ บริษัทจะใช้ข้อมูลตรงนี้อ้างอิงในคำถามเวลาสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งถ้าเขียนแบบโกหกๆไป บริษัทจะจับได้เวลาสอบสัมภาษณ์และก็ตกอยู่ดี ส่วนProfile จะบอกแค่ว่าเราชื่ออะไรอายุเท่าไหร่ เรียนอยู่คณะอะไร มหาวิทยาลัยอะไรเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะไม่พิจารณาเกรดของนักเรียนเลย

ต่อมาคือการสอบข้อเขียน จะมีสามแบบคือ สอบข้อเขียน(จริงๆในกระดาษ)ที่สถานที่ที่บริษัทจัด สอบผ่านทาง web หรือ สอบที่ศูนย์สอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อสอบก็จะเป็นการคำนวณธรรมดาๆ เช่น การคิดดอกเบี้ย การคิดเปอร์เซนต์ลดราคากำไร ความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่เรียนมาแล้วทั้งนั้นในระดับมัธยมต้นหรือปลาย และข้อสอบภาษาญี่ปุ่น เช่น อ่านจับใจความ ถามความหมายของคำ บางบริษัทก็มีสอบภาษาอังกฤษด้วย หรือถามเกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้นในรอบปี ความไม่ธรรมดาอยู่ที่ปริมาณข้อสอบที่เยอะมาก ซึ่งถ้าไม่คล่องจริงๆ ก็จะทำได้ไม่ถึงครึ่งในเวลาจำกัด ซึ่งคนที่ตกตั้งแต่ข้อเขียนนี้ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน(เราเองก็ตกตั้งแต่สอบข้อเขียนหลายบริษัทเหมือนกัน) หลังจากนี้ถ้าใครผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะได้เข้าสู่ช่วงของของจริงแล้วนั่นก็คือ Group Discussoin และสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเราจะมาต่อกันในคราวหน้า

Comment

Comment:

Tweet

ช่วงสิงหาว่าจะกลับเมืองไทยอ่ะพี่โบว์ ปีนี้ยังไม่ได้กลับเลยคิดถึงบ้านคิดถึงป๊ะกะมี้คิดถึงหมาที่บ้านมาก(เจ้าส้มไม่ค่อยคิดถึงมันเท่าไหร่เหอๆ) แต่ก็ยังไม่แน่ไว้ใกล้ๆถ้าเจอในเอ็มลองถามดูใหม่ ตอนนี้เป็นเด็กโตเกียวแล้วรู้จักที่เที่ยวที่กินอร่อยๆเยอะ พาไปได้หลายที่เลย

#7 By ringo on 2006-05-09 21:23

โอ้ ในที่สุดก็กลับมาอัพบล๊อกแล้ว

พยายามเข้าน้องหนู ทำงานที่โน่นดีแล้ว... (สภาพบ้านเมืองเราเป็นไงก็... อ่านเอาตามเนทเน่อ งานก็หายากแล้วดันมาเจอพวกบ้าประท้วงอีก... ปี๊บ พอตัดชักนอกเรื่อง) ได้ประสบการณ์การทำงานที่โน่นเป็นเรื่องดีแล้ว พยายามเข้าน้องหนู

อ้อ บอกข่าวนิด ช่วงสิงหาที่จะถึงนี้ กะไว้ว่าจะพาน้องน้อยไปเที่ยวโตเกียว ถ้าว่างช่วงนั้นไปเที่ยวกันไหม ไปมะไปมะ (ถ้าเธอยังไม่เบื่อโตเกียวไปก่อนล่ะก็นะ)

#6 By naj-chan on 2006-04-29 09:10

แอ้กกกก ไกลตัวเกิน เริ่มอ่านไม่รู้เรื่อง

.......ตอนนี้เค้าเรียนกันคนละอย่างคนละแนวกะเจ๊เปิ้ลไปแล้วก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตัวอย่างหรือข้อมูลมาจากไหน แต่สายงานด้านกฎหมายโดยตรงนี่ท่าทางจะยากเอาเรื่องนะ เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตคนโดยตรงด้วย......สุดท้าย ความฝันของเค้าที่จะไปทำงานที่ญี่ปุ่นมันก็คงเป็นฝันลมๆแล้งๆไปแล้ว

...........ไม่เป็นไรฟระ มาเป็นคุณอัยการอยู่ที่เมืองไทยก็ได้....(แต่ก่อนหน้านั้นต้องเอนท์ให้ติดก่อน.....กร๊ากกกก)

#5 By [M]iKaC[H]aN.... on 2006-04-24 20:48

หายไปนานมาก =[]=! คิดถึงมากๆเลยค่ะ =[]=!!
บทความอ่านแล้วได้ความรู้ดีแท้ เราเองก็กลัวจบไปแล้วหางานทำไม่ได้เพราะทำงานไม่เป็นเหมือนกันนะเนี่ย กร๊าก =[]=!

ขอแสดงความยินดีด้วยที่ได้งานทำเน้อค่า

#4 By [] R e n z E [] on 2006-04-24 11:54

อยากทำงานที่ยุ่นเหมือนกันค่ะ
สู้ๆ นะคะ!!

อ่า...ค่าครอบชีพที่นั่นสูงมากกกก~ เคยมีคนบอกเราว่า ถ้าได้เงินเดือนแล้วให้เอากลับมาใช้ที่ไทยเรา (ก๋วยเตี๋ยวที่นู่ชามเป็นร้อย เอามากินอยู่ที่ไทยคงรวยเละ)

#3 By +++Mizumi+++ on 2006-04-24 11:12

เก่งจังเลยค่ะ ถึงขั้นทำงานที่ญี่ปุ่นได้นี่เก่งจริงๆ ได้ทั้งภาษากับสกิลล์การทำงานด้วย อิจฉาๆ

บทความเป็นประโยชน์มากค่ะ ขอเซฟไปอ่านนะคะ

#2 By draco on 2006-04-24 10:42

อ่านแล้วรู้สึกน่าสนใจดีค่ะ

อยากทำงานที่ญี่ปุ่นบ้างจัง แต่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่เป็นเลย...

ถ้าเป็นแต่ภาษาอังกฤษ เค้าจะรับรึเปล่าค่ะ

อ่อ เห็นด้วยเลยคะ บางคนเกรดดีมาก แต่ทำงานไม่เป็นสักอย่าง แต่พอไม่พิจารณาเกรด ก็โหดซะ...

#1 By ...Cheon... on 2006-04-24 10:37